
เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมเกม PC ยุคใหม่ ๆ ถึงกินแรมการ์ดจอสูงขึ้นมาก และการ์ดจอรุ่นใหม่ ๆ ก็มีการอัปเกรดสเปกแรมการ์ดจอ หรือ VRAM มาให้ใหญ่กว่าเมื่อก่อนมาก
แรมการ์ดจอ 8 GB ในปัจจุบันนั้น ไม่ค่อยจะเพียงพอสำหรับการเล่นเกมใหม่ล่าสุดที่พึ่งออกมาสักเท่าไหร่แล้ว โดยเฉพาะถ้าหากว่าปรับความละเอียดภาพสูง และตั้งค่าคุณภาพกราฟิกระดับสูง และ AMD ก็ยังชูโรงโปรโมทการ์ดจอตัวเองว่าให้แรมมาเยอะกว่าคู่แข่งอย่าง NVIDIA ด้วย
จริง ๆ แล้วภาพกราฟิก 3D ก็คือตัวเลขจำนวนมาก ชุดข้อมูลต่าง ๆ นั้นเป็นตัวเลขที่ต้องถูกเอามาคำนวณทั้งหมด จนเกิดออกมาเป็นภาพกราฟิกในเกมให้เราได้เล่นนั่นเอง และเมื่อมีข้อมูล มันก็จำเป็นจะต้องที่พื้นที่ในการจัดเก็บที่ใกล้กับชิปประมวลผลกราฟิกมากที่สุด เพราะภายในตัว GPU เองนั้น ไม่มีพื้นที่หน่วยความจำมากพอ เท่าที่ใส่ไปได้ก็จะเป็นแคชขนาดเล็ก ๆ แค่นั้น และนั่นก็เป็นที่มาของพื้นที่ที่จำเป็นต้องมีก็คือแรม
หน้าที่การทำงานของแรมการ์ดจอ หรือ VRAM นี้ จริง ๆ แล้วก็เหมือนแรมหลังในเครื่องเรานั่นแหละ แต่ว่ามันจะมีเอาไว้เฉพาะให้กับข้อมูลสำหรับกราฟิกแสดงภาพเท่านั้นเลย ไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างอื่นแต่อย่างใด แตกต่างจากแรมหลักที่ต้องเก็บข้อมูลหลาย ๆ อย่างเอาไว้
10 ปีก่อน การ์ดจอที่แพงที่สุดจะมีแรมมาให้ขนาด 6 GB ในขณะที่รุ่นตลาดส่วนใหญ่มีเพียงแค่ 2 – 3 GB เท่านั้นเอง แต่ปัจจุบันนี้ สูงสุดมีใส่มาให้ถึง 24 GB กันเข้าไปแล้ว และรุ่นกลาง ๆ ส่วนใหญ่ก็ให้มา 12 – 16 GB แต่ถ้าเป็นรุ่นล่าง ๆ หน่อย เราก็จะได้เห็น 8 GB อยู่
ย้อนกลับไปปี 2013 เราได้เห็นเกมที่มีภาพกราฟิกสวยงามมาก ๆ ในยุคนั้นอย่าง Assassin’s Creed IV: Black Flag ที่ภาพระดับ 4K 3840 x 2160 ก็จะกินแรมสูงสุดที่ 6.6 GB ในพื้นที่เมืองของเกม ในขณะที่พื้นที่ทะเลนั้นจะลดลงมาเหลือที่ 4.8 GB ส่วนเกม Metro: Last Light ใช้แรมต่ำกว่า 4 GB ความแตกต่างของ 2 เกมนี้ก็จะเป็นเรื่องระบบ Open World ของ Black Flag ส่วน Last Light เป็นแนวเดินตามเนื้อเรื่อง และฉากที่บังคับทางไปอยู่ทางเดียว จึงใช้แรมน้อยกว่า
แต่ถ้าเลือกความละเอียดภาพเป็น 1080p เหมือนที่เกมเมอร์ในยุคนั้นเล่นกัน Black Flag จะเหลืออยู่ที่ 3.3 GB และ Last Light ที่ 2.4 GB ภาพต่อเฟรม 1920 x 1080 พิกเซล 32 บิต ใช้ขนาดที่ต่ำกว่า 8 MB (4K เกือบ 32 MB) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการลดความละเอียดภาพลงก็จะส่งผลต่อจำนวน VRAM ที่ใช้นั่นเอง
นอกจากนั้นยังมีเทคนิคในการสร้างให้สวยงามสมจริงต่าง ๆ อีกมากมาย อย่างเช่นระบบ Screenspace Reflections ตัวเดียว ก็ต้องใช้บัฟเฟอร์แยกออกมาถึง 5 ตัวแล้ว ประกอบไปด้วย สี, ความลึก, Ray Marching Output และผลลัพธ์ของความเบลอการสะท้อน แล้วยังมีเพิ่มตัวที่ 6 เข้ามาอีกอย่างปริมาณเงา Volumetric Shadows
ทีนี้มาดูปัจจุบันกันบ้าง ว่าเกมต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องใช้แรมกันที่เท่าไหร่ ด้วยเครื่องมือ Microsoft PIX เป็นเครื่องมือ Debug สำหรับนักพัฒนาที่ใช้ DirectX สามารถเก็บข้อมูล และโชว์ผลวิเคราะห์ออกมาได้
ผลที่ได้จากหลากหลายเกมก็จะตามนี้เลย โดยทุกเกมจะปรับค่าภาพแบบสุดทั้งหมด และความละเอียดภาพที่ 4K โดยไม่เปิดการ Upscale ภาพ
– Far Cry 6 เฉลี่ย 5.7 GB สูงสุด 6.2 GB
– Dying Light 2 เฉลี่ย 5.9 GB สูงสุด 6.2 GB
– Assassin’s Creed Valhalla เฉลี่ย 7.4 GB สูงสุด 7.5 GB
– Marvel’s Spider-Man Remastered เฉลี่ย 8.0 GB สูงสุด 8.2 GB
– Far Cry 6 (HD Textures Enabled) เฉลี่ย 8.0 GB สูงสุด 8.4 GB
– Doom Eternal เฉลี่ย 7.5 GB สูงสุด 8.2 GB
– Cyberpunk 2077 เฉลี่ย 7.7 GB สูงสุด 8.9 GB
– Resident Evil 4 เฉลี่ย 8.9 GB สูงสุด 9.1 GB
– Hogwarts Legacy เฉลี่ย 9.7 GB สูงสุด 10.1 GB
– The Last of Us Part 1 เฉลี่ย 11.8 GB สูงสุด 12.4 GB
แล้วยิ่งถ้าหากว่าเปิดระบบแสงสมจริงอย่าง Ray Tracing เข้าไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งใช้พื้นที่แรมมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้านล่างนี้เป็นการทดสอบทุกเกมแบบเปิด Ray Tracing ทั้งหมด
– Dying Light 2 เฉลี่ย 7.4 GB สูงสุด 8.2 GB
– Doom Eternal เฉลี่ย 8.3 GB สูงสุด 9.5 GB
– Marvel’s Spider-Man Remastered เฉลี่ย 9.2 GB สูงสุด 9.6 GB
– Resident Evil 4 เฉลี่ย 9.0 GB สูงสุด 9.7 GB
– Far Cry 6 (HD Textures) เฉลี่ย 9.9 GB สูงสุด 10.7 GB
– Cyberpunk 2077 (Overdrive) เฉลี่ย 12.0 GB สูงสุด 13.6 GB
– Hogwarts Legacy เฉลี่ย 12.1 GB สูงสุด 13.9 GB
แต่แน่นอนว่าเอาจริง ๆ หลายคนก็อาจจะไม่ได้เล่นเกมที่ภาพ 4K ปรับสุดกันหมด และการปรับลดความละเอียดภาพลงก็ช่วยลดพื้นที่ที่ต้องใช้ของแรมให้น้อยได้เยอะเลย อย่างเกม The Last of Us พอปรับเป็น 1080p ก็จะใช้พื้นที่เฉลี่ย 9.1 GB สูงสุด 9.4 GB เท่านั้น น้อยกว่าเดิมจาก 4K ลงมาถึง 3 GB
แล้วยิ่งถ้าหากว่าปรับ Texture ให้ต่ำลงมาด้วยก็จะช่วยลดลงไปได้ที่ เป็นเฉลี่ย 6.4 GB และสูงสุดที่ 6.6 GB หรือจะเป็นการปรับความละเอียด 4K แล้วปรับกราฟิกเป็นระดับต่ำ ก็จะได้พื้นที่แรมที่เท่ากันนี้ด้วย แต่ถ้าหากขยับกราฟิกเป็นระดับกลาง แรมก็จะเพิ่มขึ้นไปเป็นเฉลี่ย 7.3 GB และสูงสุด 7.7 GB
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีภาพกราฟิกใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยให้เกมสวยขึ้น สมจริงมากขึ้น ต่างต้องแลกมาด้วยทรัพยากรที่เราต้องใช้กับการ์ดจอที่มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ความแรง และพื้นที่ของแรมที่เราเอามาเล่าให้ฟังนี้ แต่นอกเหนือไปจากพื้นที่แรมที่ต้องใช้มากขึ้นแล้ว จริง ๆ การแพตช์ใหม่ ๆ ของเวอร์ชันตัวเกมก็มีผลที่จะช่วยลดการใช้แรมลงได้เหมือนกัน อย่าง The Last of Us v1.03 ใช้แรมเฉลี่ย 12.1 GB สูงสุด 14.9 GB แต่พอเป็นเวอร์ชัน v1.04 ก็ลดลงมาเหลือเฉลี่ย 11.8 GB สูงสุด 12.4 GB แต่ยังไงดูท่าแล้วก็น่าจะหนีไม่พ้นเทรนด์ในอนาคตที่เกมจะภาพสวยมากขึ้นไปอีก และต้องใช้แรมการ์ดจอที่มากขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน
ที่มา ibit.ly/FAAm